STI เปิดผลงานโค้งแรกปี 66 ทำรายได้ 447 ลบ. ด้านกำไรโต 10.3% ตุน Backlog ที่ 4,200 ลบ.

STI เปิดผลงานโค้งแรกปี 66 ทำรายได้ 447 ลบ.
ด้านกำไรโต 10.3% ตุน Backlog ที่ 4,200 ลบ.

 

          บมจ.สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ หรือ STI ผู้นำกลุ่มธุรกิจบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง เผยผลงานโค้งแรกปี 66 มีรายได้รวมเกือบ 447 ล้านบาท กำไรสุทธิ 33 ล้านบาท โตกว่า 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลายหนุนโครงการก่อสร้างรัฐ - เอกชนเดินหน้า ขณะที่ปัจุบัน STI ตุน Backlog ไว้ที่ 4,200 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าต่อ Q2/66 ตามแผน

          นายสมเกียรติ ศิลวัฒนาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ STI เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2566 (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2566)  บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการรวม 446.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.2 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 415.6 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7.5% และมีกำไรสุทธิ 33.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1 ล้านบาท หรือ 10.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 30.1 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทฯ มีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 7.4% และยังคงสามารถรักษาอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ได้ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน โดยในไตรมาส 1/2566 มี ROE ที่ระดับ 17.4%

          สำหรับรายได้จากการให้บริการจำนวน 446.8 ล้านบาทดังกล่าว มาจากรายได้จากธุรกิจบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น 27.7 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.3% เนื่องจากงานที่ชะลอตัวก่อนหน้านี้ ได้ทยอยกลับมาพัฒนาต่อในช่วงไตรมาส 1/2566 ภายหลังการระบาดของเชื้อโควิด-19 คลี่คลายลง

          รวมทั้งงานโครงการหลักๆ ในปัจจุบันยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้ เช่น โครงการ One Bangkok, โครงการรถไฟรางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ, โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เตาปูนราษฎร์บูรณะ และโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 เป็นต้น

          นอกจากนี้ รายได้จากธุรกิจออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม และธุรกิจอื่น มีจำนวนเพิ่มขึ้น 3.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.2% เนื่องจากงานบริการส่วนนี้สามารถดำเนินการเพื่อส่งมอบได้มากขึ้น ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะงานในส่วนของบริษัทย่อย AEC ในไตรมาสนี้

          นายสมเกียรติ กล่าวต่อถึง ภาพรวมอุตสาหกรรมในปี 2566 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากโครงการที่จะก่อสร้างในอนาคต โดยภาครัฐมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โครงการระบขนส่งมวลชน ได้แก่ ทางหลวง ทางด่วน ท่าเรือ สนามบิน และ โครงข่ายการขนส่งระบบราง   ที่คาดว่าเริ่มประมูลในปี 2566-2567

รวมไปถึง การฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ สะท้อนจากจำนวนการเปิดโครงการใหม่ทั้งแนวราบและแนวสูง นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว เป็นโอกาสของกลุ่ม STI เช่นกัน โดยปัจจุบันมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ 4,200 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในอีก 2-3 ปี ซึ่งช่วยเสริมให้เป้าหมายรายได้ปีนี้คาดจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากปีก่อน ควบคู่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สำหรับการควบคุมและบริหารงานก่อสร้างให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อตอบโจทย์งานก่อสร้างที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม